The half of it รักครึ่ง ๆ กลาง ๆ – หนังรักฉลาด ๆ ที่ทำงานกับหัวใจ หนังรักสามเศร้าสุดแสนมึนใครรักใครกันแน่? รีวิวหนัง รีวิวหนังฮิตในnetflix

เรื่องราวในเมืองเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่าสควอเฮมิช ที่นี้มีสาวน้อยคนหนึ่งที่มีชื่อ เอลลี่ ชู เธอเป็นคนจีนที่มาอาศัยอยู่ที่แห่งนี้ตั้งแต่ยังเด็กพร้อมกับพ่อของเธอที่ทำหน้าที่เป็นนายสถานีรถไฟให้กับเมืองนี้ ดูเหมือนว่าในตอนนี้เองเธอจะประสบปัญหาทางด้านการเงิน จึงทำให้ต้องรับเขียนจดหมายรักให้กับหนุ่มนักกีฬาคนหนึ่งที่มีชื่อว่า พอล มันสกี้ ที่แอบหลงรักสาวศิลปะสุดสวยอย่าง เอสเตอร์ แต่ว่าเมื่อนานเข้าไป เอลลี่ ชู กลับพบว่าตนเองนั้นก็หลงรัก เอสเตอร์อยู่เหมือนกัน ความสัมพันธ์รักสามเส้าอันยุ่งเหยิงจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ที่เน็ตฟลิกซ์เลยโดยคลิกที่นี้เพื่อรับชมภาพยนตร์

ตัวอย่าง The Half of It รักครึ่งๆ กลางๆ

The half of it หรือ รักครึ่งๆ กลางๆ นี้เป็นหนังเรื่องที่สองของผู้กำกับ อลิส วู หลังจากภาพยนตร์เรื่องแรกอย่าง Saving Face ที่ได้รับรางวัล San Diego Asian Film Festival และยังได้สาขาเข้าชิงอีก 3 สาขา โดยนี้เป็นเวลาถึง 16 ปีเลยทีเดียวที่เธอได้ห่างเหินจากการเป็นผู้กำกับ และในครั้งนี้เอง Netflix ได้เป็นนายทุนใหญ่สนับสนุนให้หนังเรื่องที่สองของเธอ ให้เป็น Original Netflix เรามาดูกันดีกว่าว่าเรื่องนี้มีจุดเด่นในเรื่องอะไรบ้าง

รีวิวโดยรวม
“นี้ไม่ใช่เรื่องราวของความรัก หรือว่าที่ ๆ คนหนึ่งจะได้สิ่งที่ต้องการ” – เอลลี่ ชู – นี้อาจจะไม่ใช่ภาพยนตร์รักที่ใครหลายคนฝันหา แต่เป็นเรื่องราวของคน ๆ หนึ่งที่ต้องการจะก้าวผ่านเรื่องราวของตนเองไปให้ได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นรักสามเส้าระหว่าง เอลลี่, พอล และเอสเตอร์ ที่ถ้าดูในตอนแรกอาจจะเป็นแค่สามเส้าธรรมดาเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อผ่านเรื่องราวไปเรื่อย ๆ จะพบว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันวุ่นวายกว่าที่คิดไว้ เมื่อตัวหนังได้พยายามหลอกให้เหล่าผู้ชมเชื่อว่าตัวละครอาจจะเปลี่ยนใจชอบกันเองก็ได้ และผู้กำกับก็ทำสำเร็จ สามารถหลอกคนดูว่าคนนี้ชอบคนนี้ อีกคนอาจจะชอบคนนี้ก็ได้ ทำให้เหล่าคนดูโดนตุ๋นกันเกือบหมด และในตอนจบของเรื่องนี้อย่างที่ เอลลี่ เป็นคนกล่าว นี้อาจจะไม่ใช่เรื่องราวความรักที่สมปราถนา แต่มันได้สร้างเส้นทางทำให้เราเติบโตไปข้างหน้า นี้จึงเป็นหนังสไตล์ Coming of age และมีปรัชญาเข้ามาแทรกเล็กน้อย นี้เลยเป็นหนังน้ำดีอีกเรื่องที่ผู้ชมไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

[รีวิว]The half of it หนังรักสามเศร้าสุดแสนมึนใครรักใครกันแน่? 2ต่อไปคงขาดไปไม่ได้เลยสำหรับหนังรักโรแมนติกแบบนี้นั้นก็คือฉากเลิฟซีนนั้นเอง ในเรื่องนี้ไม่ค่อยมีฉากแบบนั้นซักเท่าไหร่ส่วนใหญ่ฉากที่โรแมนติกกลายเป็นติดตลกไม่ก็เขินอายแทนเลย เรื่องนี้บิ้วฉากรักไม่ค่อยอินไปกับตัวหนังซักเท่าไหร่ ทำให้เรื่องนี้ฉากโรแมนติกค่อนข้างแห้งมาก ในเรื่องบิ้วเพียงไม่กี่ฉากเองทำให้สอบตกเรื่องความโรแมนติกไปเลย

[รีวิว]The half of it หนังรักสามเศร้าสุดแสนมึนใครรักใครกันแน่? 3
เอลลี่ และ พอล
ส่วนในเรื่องของมุมกล้อง เรื่องนี้ทำออกมาได้อย่างฉลาดมากในบางฉากมีการตัดฉากให้มีความเข้าใจผิด ตัดมุมกล้องกลับไปมาและกลับมาแก้ในตอนหลัง และมีการนำคอนเซ็ปต์ชื่อเรื่องมาใช้ให้ได้มุมกล้องที่ตรงตามชื่อเรื่อง ถึงแม้จะมีฉากแบบนี้นิดเดียว แต่ก็สื่อความหมายได้อย่างดี เสียงดนตรีประกอบเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้ดูมีสีสันมากขึ้น ในหลาย ๆ ฉากมีการใส่เพลงป็อปทำนองสบาย ๆ ให้เราได้ฟังกัน ส่วนพากย์ไทยนั้นก็ทำออกมาดีไม่แพ้กันดีระดับโรงภาพยนตร์เลย คุณภาพแน่นตามสไตล์เน็ตฟลิกซ์ แต่ก็เตือนไว้ก่อนว่าไม่ควรเปิดซับพร้อมดูพากย์ไทยนะ ไม่งั้นจะหงุดหงิดพากย์ไม่ตรงซับได้

[รีวิว]The half of it หนังรักสามเศร้าสุดแสนมึนใครรักใครกันแน่? 4
นี้ก็เป็นฉากใน The half of it แบ่งครึ่งฝั่งระหว่าง เอลลี่และเอสเตอร์ ที่เรายกตัวอย่างมาให้ดู
นอกจากนี้เรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสุดโต่งในบางเรื่องที่มีแต่ในดินแดนอเมริกาเท่านั้นที่มี ทำให้ผู้ชมรู้สึกขำไปกับความสุดโต่งในบ้านเมืองเขาจริง ๆ สถานที่ในเมืองสควอเฮมิชแห่งนี้แต่ละจุดจะสะท้อนสิ่งที่หนังจะแซะออกมา ส่วนใหญ่คือ โรงเรียน และโบสถ์ โดยชาวเมืองในสควอเฮมิชส่วนใหญ่จะมีความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าเป็นส่วนใหญ่ และไม่ใช่เพียงแค่นั้น บาทหลวงของที่นี้ยังมีความเชื่อพวกลักธิสุดโต่งอีกด้วย เกือบทุกครอบครัวจะมาทำกิจกรรมสำคัญในโบสถ์ทุกอาทิตย์ ครอบครัวของเอสเตอร์เองก็เป็นพวกเคร่งศาสนาเช่นกัน โดยในบางครั้งเอสเตอร์ก็จะเห็น เอลลี่ ที่มาเล่นเปียโนทุกสัปดาห์เหมือนกัน

[รีวิว]The half of it หนังรักสามเศร้าสุดแสนมึนใครรักใครกันแน่? 5ส่วนโรงเรียนก็จะมีอาจารย์สอนวิชาปรัชญา ซึ่งเอลลี่รับจ้างเขียนรายงานส่ง งานละ 30 ดอล ซึ่งราคาก็หนักเอาเรื่องเหมือนกัน แต่ก็รับประกันว่าได้ A แน่ ๆ ถ้าไม่ได้ยินดีคืนเงิน โดยที่อาจารย์ก็รู้เหมือนกันว่าเป็นฝีมือเอลลี่ แต่เลือกที่จะปล่อยไปเพราะว่าถ้านักเรียนตกส่วนใหญ่ก็ต้องตามมาแก้งาน นี้จึงเป็นการแบ่งเบาภาระของอาจารย์ ซึ่งตัวหนังพยายามที่จะแซะเรื่องนี้เช่นกัน เมื่ออาจารย์อยากที่จะให้นักเรียนผ่านมากกว่าได้ความรู้กลับไป หรือในเมื่อนักเรียนไม่สนใจก็ไม่จำเป็นจะต้องฝืนให้มาเรียนอะไรแบบนี้ มันมองได้หลายมุมมองแล้วแต่จะคิดจริง ๆ

ชีวิตสันโดษของสาวจีนเจ้าปัญญาอย่าง เอลลี ชู (เลียห์ ลูวิส) มีอันต้องปั่นป่วนหลังถูกตื้อจาก พอล มันสกี (เดเนียล ดีเมอร์) นักอเมริกันฟุตบอลหัวทึบมาขอให้เธอเขียนจดหมายรักเป็นสื่อให้เขากับ แอสเธอร์ ฟลอร์ (อเล็กซิส เลอไมร์) สาวซินยอริตาร์สุดฮอต แต่ยิ่ง เอลลี สวมรอยจีบให้พอลมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งหลงใหลในความฉลาดและช่างคิดของ แอสเธอร์ มากเท่านั้น ซึ่งโจทย์ครั้งนี้ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก เมื่อ พอล และ เอลลี เริ่มผูกพันกันมากขึ้น จนผลลัพธ์อาจมีใครบางคนต้องเจ็บปวดจนนิยามของหนังสือเล่มไหนก็ไม่อาจให้คำตอบที่ถูกต้องได้เลยสักนิด

ความรัก คือความยุ่งเหยิง เลวร้าย เห็นแก่ตัว ทว่าก็กล้าหาญ เช่นเดียวกัน

หากมองหน้าหนังเผิน ๆ The half of it ก็ดูไม่ต่างจากหนังวัยรุ่นวุ่นรักเรื่องอื่น แต่ช้าก่อนนี่คือผลงานล่าสุดของ อลิซ อู๋ ผู้กำกับ Saving Faces (2004) หนังอินดีที่เคยเจาะลึกเล่าเรื่องชีวิตและความสัมพันธ์ของเลสเบียนชาวจีน อเมริกัน ที่ต้องต่อสู้กับขนบธรรมเนียมและปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวแบบเอเซียได้อย่างล้ำลึกและกวาดคำชมจากนักวิจารณ์มาแล้ว และกับ The half of it อู๋ก็ยังสามารถจับหัวใจของเรื่องราวได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะการเล่นกับภาพลักษณ์ของคนเอเซียในโรงเรียนอเมริกันที่ถูกมองว่าเป็นสาวฉลาดแต่สันโดษ แถมยังหัวหมออีกด้วย ซึ่งตัวละครอย่าง เอลลี ชู หากเราเดาไม่ผิด มันก็น่าจะถอดแบบมาจากชีวิตของเธอเอง

WHAT THE FACT รีวิว The Half Of It
The Half Of It – Director Alice Wu, Leah Lewis – Photo Credit: Netflix / KC Bailey
ตัวละครอย่าง เอลลี ชู ถูกนำเสนอได้น่าสนใจมาก ซึ่งต่างจากหนังอเมริกันที่มีคนเอเซียในเรื่องที่มักจะถูกนำเสนอแบบเหมารวม แต่ที่ความชาญฉลาดของบทภาพยนตร์ของ อลิซ อู๋ คือการเล่นกับภาพเหมารวม (steriotype) นั่นแหละที่ทำให้ เอลลี มีมิติที่น่าสนใจโดยเฉพาะการที่ต้องเป็นสาวจีนอพยพที่มุ่งมั่นตั้งตัวจากการ รับจ้างทำการบ้านให้เพื่อน และต้องช่วยงานคุณพ่อที่สถานีรถไฟของสควอเฮมิชที่ตั้งอยู่หน้าบ้านเธอ และนอกจากมิติที่โรงเรียนแล้วที่บ้านของเธอเองเรายังจะได้รู้จักกับ เอดวิน ชู (คอลลิน โช) คุณพ่อที่พูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้และต้องมาติดอยู่กับอาชีพนายสถานีรถไฟที่สควอเฮมิช เพราะถึงจะได้ปริญญาเอกเป็น ดอกเตอร์ แต่หากพูดอังกฤษไม่ได้ก็หมดสิทธิ์ได้มีตำแหน่งที่สูงกว่า ดังนั้นสถานีรถไฟเลยทำหน้าที่เป็นตัวละครสำคัญในเรื่องได้อย่างชาญฉลาดในแง่หนึ่งด้วย

WHAT THE FACT รีวิว The Half Of It
The Half Of It – Leah Lewis – Photo Credit: Netflix / KC Bailey
เขาจะวิ่งตามรถไฟทำไมนะ โง่จัง..

และไม่เพียงตัวละครนางเอกอย่าง เอลลี ชู เท่านั้น การที่หนังต้องมี “พระเอก” แทนที่มันจะให้ภาพพระเอกหล่อ แสนดี เพอร์เฟกต์ แต่กับ ตัวละคร พอล มันสกี อาจเป็นภาพที่เกือบตรงกันข้ามเลย เพราะพ้นจากร่างกายสุดกำยำสไตล์นักอเมริกันฟุตบอลแล้ว พอล แทบไม่มีแต้มต่ออะไรในการทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งหันมามองเลย ทั้งเรียนก็ไม่ฉลาด พูดจาก็เลอะเทอะ แถมถ้าพูดตรงหรือแรงเกินไปก็ขออภัยล่วงหน้า..แต่ต้องยอมรับว่า นี่คือบทพระเอกที่ซื่อบื้อที่สุดในหนังโรแมนติกแล้วล่ะ แต่จุดเปลี่ยนที่จะทำให้คนดูอดรักเขาไม่ได้คือ ความจริงใจ เขายอมรับว่าตัวเองไม่ฉลาดจึงมาขอให้ เอลลี ช่วยเติมภาพความฉลาดให้แก่ แอสเธอร์ สาวที่เขาหมายปอง โดยที่ก็ไม่รู้เลยว่ามันจะเป็นการเปิดช่องให้ เอลลี ได้รู้จักและหลงรักสาวในฝันของเขาไปโดยปริยาย